วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง
          รูปแบบการแต่งเป็นร้อยแก้ว เขียนลงบนแท่งหินสี่เหลี่ยมทั้งสี่ด้าน ใช้ตัวอักษรไทยและภาษาไทยตามแบบอย่างการใช้ภาษาสมัยสุโขทัยเนื้อเรื่องแบ่งเป็น ๓ ตอน

          ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ - ๑๘ เป็นอัตชีวประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์สุโขทัยราชวงศ์พระร่วง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
          คำอ่านปัจจุบัน "พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์   แม่กูชื่อนางเสืยง..." และอีกตอนหนึ่ง "...ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน ตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหงเพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน..."
          ข้อความตัวอย่าง กล่าวถึงพระราชประวัติและความเก่งกล้าสามารถจนได้รับพระราชทานพระนาม "พระรามคำแหง"
         
          ตอนที่ ๒ เล่าเรื่อง เหตุการณ์และธรรมเนียมนิยมของคนสุโขทัย การดำเนินชีวิต การนับถือพุทธศาสนา การนับถือผี และการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย

          ตอนที่ ๓ เป็นคำสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตของเมืองสุโขทัย

          จะเห็นได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง มีคุณสมบัติเด่นในแง่ประวัติศาสตร์   ประวัติวรรณคดี และประวัติภาษาไทย

ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วง
          พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท   กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ  พ.ศ. ๑๘๘๘ โดยได้ทรงรวบรวมเรื่องราวทางศาสนาจากคัมภีร์โบราณต่างๆ ถึง ๓๐ คัมภีร์  กล่าวถึงไตรภูมิซึ่งแปลว่า แดน ๓ แดน คือ   กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมวนเวียนเกิดและตายอยู่ใน ๓ ภูมินี้ การพรรณนาถึงแต่ละภูมิสร้างภาพอย่างชัดเจนอ่าน    แล้วได้รับความเพลิดเพลิน อีกทั้งมีการสั่งสอนให้ประพฤติดีและกลัวบาป ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ในการแต่งคือ เพื่อเทศนาถวายพระราชมารดา และเพื่อเป็นธรรมทานแก่บุคคลทั่วไป   ตัวอย่างเช่น การพรรณนาถึงนรกตอนหนึ่ง ดังนี้

          "คนฝูงใดอันเจรจาซื้อสิ่งสินท่าน...แลตน  ใส่กลเอาสินท่านด้วยตาชั่งก็ดี...ครั้นว่ามันตาย  ได้ไปเกิดในนรกนั้น ฝูงยมพะบาลเอาคีมคาบ    ลิ้นเขาชักออกมา แล้วเอาเบ็ดเหล็กเกี่ยวลิ้นเขา  ลำเบ็ดนั้นใหญ่เท่าลำตาล เทียรย่อมเหล็กแดง    ลุกบ่มิเหือดสักเมื่อ..."           ความตอนนี้กล่าวถึงคนขายของที่โกงตาชั่งเมื่อตายแล้วจะตกนรก ยมบาลเอาคีมหนีบลิ้นดึงออกมา แล้วเกี่ยวด้วยเบ็ดเหล็กที่ลุกเป็นไฟไม่มีวันดับ จะเห็นสำนวนการเขียนที่เรียบง่ายเป็นที่เข้าใจได้ดีสำหรับคนในสมัยนั้น เหมาะกับการเทศน์สั่งสอนบุคคลทั่วไป

          นอกจากไตรภูมิพระร่วงจะมีคุณค่าทาง ศาสนาแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อคนไทยในอาณาจักรไทยอื่นๆ ในสมัยเดียวกันต่อลงมาจนถึงสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันวรรณคดีมรดกไทยเรื่องนี้ปลูกฝังให้คนไทยนิยมยกย่องคนมีบุญที่มีจิตใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม

ความหมายของวรรณกรรม

ชาติไทยมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ นับได้ประมาณกว่า ๗๐๐ ปี จึงมีหนังสือวรรณคดีจำนวนมากที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาจนถึงคนไทยในปัจจุบัน คนไทยทุกสมัยเห็นความสำคัญของวรรณคดีไทย จึงช่วยกันรักษาวรรณคดีไว้ด้วยความหวงแหน เพื่อให้เป็นวรรณคดีประจำชาติ มีความยั่งยืน และอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
วรรณคดีมรดก เป็นคำที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดขึ้น เพื่อให้เป็นรายวิชา ท ๐๓๓ ตามหลักสูตรภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๒๔ หมายถึง "วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องกันมาหลายชั่วอายุคน ในด้านวรรณศิลป์กับในด้านที่แสดงค่านิยมและความเชื่อในสมัยของบรรพบุรุษ ส่งเสริมให้เปรียบเทียบชีวิตมนุษย์ในสมัยของบรรพบุรุษกับชีวิตในปัจจุบัน"
ก่อนที่จะกล่าวถึงวรรณคดีมรดกเรื่องต่างๆ ต้องกล่าวถึงความหมายของ วรรณกรรม และ วรรณคดี
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ดังนี้
คำว่า "วรรณกรรม" มีความหมายสองประการคือ ประการแรกหมายถึง งานหนังสือ ประการที่สองหมายถึง งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าแสดงออกมาโดยวิธีหรือในรูปอย่างใด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียงภาพ
คำว่า "วรรณคดี" หมายถึง หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี
ในที่นี้จะไม่นำความหมายเชิงวิชาการวรรณคดีสากลมาใช้ เพราะมีความเหลื่อมล้ำกับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ส่วนคุณสมบัติของวรรณคดีนั้น ทั้งไทยและสากลจะมีคุณสมบัติเหมือนกัน สรุปได้ดังนี้
๑. มีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย บทละคร นวนิยาย ฯล
๒. มีศิลปะการใช้ภาษาอย่างประณีต
๓. แสดงความนึกคิดที่เฉียบแหลมของผู้แต่ง สอดแทรกประสบการณ์ชีวิต และให้ความรู้ในเรื่องสามัญของคนที่ได้รับการศึกษา
๔. แสดงพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้แต่งอย่างสูง ทั้งด้านความรัก ความทุกข์ ความสุข ความผิดหวัง ฯล
๕. มีคุณค่าทางประวัติวรรณคดี แสดงให้เห็นการแปรเปลี่ยนตามกาลสมัยของการแต่งวรรณกรรม
๖. มีคุณค่าทางประวัติภาษา แสดงให้เห็นการแปรเปลี่ยนตามกาลสมัยของภาษาและการใช้ภาษา
หนังสือใดที่มีคุณสมบัติ ๖ ประการดังกล่าว จะได้รับยกย่องจากผู้ที่ศึกษาและสนใจในศิลปะทางวรรณคดีว่า สมควรรักษาไว้เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ
วรรณคดีไทยที่ได้รับการยกย่องอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ล้วนมีคุณค่าทางด้านวรรณศิลป์และด้านสังคม ที่แสดงให้เห็นค่านิยมและความเชื่อของคนไทย ส่วนการแต่งวรรณกรรมก็ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร้อยกรอง และร้อยแก้ว ผู้แต่งวรรณกรรมร้อยกรองเรียกว่า กวี ส่วนผู้แต่งวรรณกรรมร้อยแก้วมักจะเรียกว่า ผู้ประพันธ์ หรือจะเรียกตามประเภทของวรรณกรรมก็ได้ เช่น ผู้แต่งวรรณกรรมประเภทบทละครจะเรียกว่า ผู้แต่งบทละคร ผู้แต่งนวนิยายหรือเรื่องสั้นเรียกว่า ผู้แต่งนวนิยาย

ประวัติความเป็นมา

วรรณคดีมรดก
            หมายถึง วรรณคดีที่กวีในอดีตเขียนอย่างมีศิลปะ ส่วนใหญ่ แต่งเป็นร้อยกรอง และยกย่องว่าเป็นหนังสือดี เป็นแบบฉบับ ควรที่จะรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ คนไทยทุกคนควรอ่าน เพื่อประดับสติปัญญา
กำเนิดของวรรณคดี
 1. ศาสนา มนุษย์ย่อมต้องการหลักยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ต้องการที่พึ่ง เพื่อจะได้เกิดความคิดที่ถูกต้องดีงาม เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต วรรณคดีที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนา เพื่อมุ่งสอนการทำดี สอนศีลธรรม ให้ผู้อ่านเกิดแนวคิดที่ถูกต้องดีงามจึงมีอยู่มาก เช่น มหาเวสสันดรชาดก ไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น

2. วีรชน ในอดีตคนในสังคมต้องต่อสู้และเผชิญกับภัยต่าง ๆ ทั้งจากภัยธรรมชาติ และจากคนด้วยกัน จึงเกิดวีรชนผู้เสียสละ ผู้กล้าหาญ ที่ได้สร้างวีรกรรมในการปกป้อง เกิดวรรณคดีสดุดีวีรกรรมวีรชน เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ฉันท์ยอเกียรติ์ชาวนครราชสีมา เป็นต้น
 3. อารมณ์ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องมีอารมณ์และความรู้สึก แต่การถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ออกมาเป็นตัวอักษร เป็นวรรณคดีที่      งดงาม ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจนั้น เป็นศิลปะชั้นสูง เช่นเรื่อง พระอภัยมณี มัทนะพาธา เป็นต้น 
4. การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารตลอดเวลา ทั้งกับคนในชาติ และต่างชาติต่างภาษา ทั้งในด้านการศึกษา การค้าขาย และอื่น ๆ จึงเกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และวัฒนธรรม วรรณคดีที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้แก่ รามเกียรติ์ อิเหนา ศกุนตลา สาวิตรี เป็นต้น

ภูมิปัญญาด้านภาษาและวรรณกรรม

วรรณคดีมรดก



ชาติไทยมีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ นับได้ประมาณกว่า 700 ปี จึงมีหนังสือวรรณคดีจำนวนมากที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาจนถึงคนไทยในปัจจุบัน คนไทยทุกสมัยเห็นความสำคัญของวรรณคดีไทย จึงช่วยกันรักษาวรรณคดีไว้ด้วยความหวงแหน เพื่อให้เป็นวรรณคดีประจำชาติ มีความยั่งยืน และอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
วรรณคดีมรดก เป็นคำที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดขึ้น เพื่อให้เป็นรายวิชา ท 003 ตามหลักสูตรภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๒๔ หมายถึง "วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องกันมาหลายชั่วอายุคน ในด้านวรรณศิลป์กับในด้านที่แสดงค่านิยมและความเชื่อในสมัยของบรรพบุรุษ ส่งเสริมให้เปรียบเทียบชีวิตมนุษย์ในสมัยของบรรพบุรุษกับชีวิตในปัจจุบัน"
ก่อนที่จะกล่าวถึงวรรณคดีมรดกเรื่องต่างๆ ต้องกล่าวถึงความหมายของ วรรณกรรม และ วรรณคดี
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ดังนี้
คำว่า "วรรณกรรม" มีความหมายสองประการคือ ประการแรกหมายถึง งานหนังสือ ประการที่สองหมายถึง งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าแสดงออกมาโดยวิธีหรือในรูปอย่างใด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียงภาพ
คำว่า "วรรณคดี" หมายถึง หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี
ในที่นี้จะไม่นำความหมายเชิงวิชาการวรรณคดีสากลมาใช้ เพราะมีความเหลื่อมล้ำกับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ส่วนคุณสมบัติของวรรณคดีนั้น ทั้งไทยและสากลจะมีคุณสมบัติเหมือนกัน สรุปได้ดังนี้
1. มีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย บทละคร นวนิยาย ฯล
2. มีศิลปะการใช้ภาษาอย่างประณีต
3. แสดงความนึกคิดที่เฉียบแหลมของผู้แต่ง สอดแทรกประสบการณ์ชีวิต และให้ความรู้ในเรื่องสามัญของคนที่ได้รับการศึกษา
4. แสดงพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้แต่งอย่างสูง ทั้งด้านความรัก ความทุกข์ ความสุข ความผิดหวัง ฯล
5. มีคุณค่าทางประวัติวรรณคดี แสดงให้เห็นการแปรเปลี่ยนตามกาลสมัยของการแต่งวรรณกรรม
6. มีคุณค่าทางประวัติภาษา แสดงให้เห็นการแปรเปลี่ยนตามกาลสมัยของภาษาและการใช้ภาษา
หนังสือใดที่มีคุณสมบัติ ๖ ประการดังกล่าว จะได้รับยกย่องจากผู้ที่ศึกษาและสนใจในศิลปะทางวรรณคดีว่า สมควรรักษาไว้เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ
วรรณคดีไทยที่ได้รับการยกย่องอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ล้วนมีคุณค่าทางด้านวรรณศิลป์และด้านสังคม ที่แสดงให้เห็นค่านิยมและความเชื่อของคนไทย ส่วนการแต่งวรรณกรรมก็ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร้อยกรอง และร้อยแก้ว ผู้แต่งวรรณกรรมร้อยกรองเรียกว่า กวี ส่วนผู้แต่งวรรณกรรมร้อยแก้วมักจะเรียกว่า ผู้ประพันธ์ หรือจะเรียกตามประเภทของวรรณกรรมก็ได้ เช่น ผู้แต่งวรรณกรรมประเภทบทละครจะเรียกว่า ผู้แต่งบทละคร ผู้แต่งนวนิยายหรือเรื่องสั้นเรียกว่า ผู้แต่งนวนิยาย